You are currently viewing ศรายุทธ ชัยคำดี อดีตดาวยิงทีมชาติไทย เจ้าของฉายาดัง “โจ้ 5 หลา”

ศรายุทธ ชัยคำดี อดีตดาวยิงทีมชาติไทย เจ้าของฉายาดัง “โจ้ 5 หลา”

ศรายุทธ ชัยคำดี อดีตกองหน้าของ ทีมชาติไทย เขาคนนี้คือผู้เป็นเจ้าของฉายาที่แฟนบอลชาวไทย เรียกกันจนติดปาก และจดจำกันอย่างขึ้นใจว่า “โจ้ 5 หลา” และเหล่าแฟนบอลชาวไทย ก็ยังยกย่องว่าเขาเปรียบเสมือนกับ มาร์โก ฟาน บาสเท่น ของเมืองไทยอีกด้วย

กีฬาฟุตบอลในสมัยปัจจุบัน ถูกนิยามว่า เป็นฟุตบอลที่เล่นกันด้วยเทคนิคชั้นสูง ด้วยแบบแผนการเล่นที่ลงลึกในรายละเอียด และมีความหลากหลายมากขึ้น บวกกับการทำประตู ก็มีรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากเดิม

ฟุตบอลสมัยใหม่ หรือที่เรียกกันตามกระแสปัจจุบันว่า ‘โมเดิร์นฟุตบอล’ นักเตะที่เล่นเป็นกองหน้าตัวเป้า ก็จะไม่ได้มีหน้าที่แค่การยืนรอบอล เพื่อรอซัดประตูให้ทีมอย่างเดียว ด้วยรูปแบบการเล่น มันมีอะไรให้นักเตะต้องทำมากกว่านั้น

แต่ถ้าเราย้อนไปดูกีฬาฟุตบอลในยุคก่อน, นักเตะศูนย์หน้าที่ได้ชื่อว่า “เพชฌฆาต 5 หลา” อย่างแท้จริง และมีความโด่งดังอย่างมาก ด้วยสไตล์การเล่นเช่นนี้ก็คือ แกรี่ ลินิเกอร์ อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษ

ฝั่งของนักเตะในประเทศไทย ที่มีสไตล์การเล่นที่คล้ายคลึงกัน ก็คงไม่มีใครที่จะโดดเด่นเกินหน้าเกินตา นักเตะผู้เป็นเจ้าของฉายา “โจ้ 5 หลา” อย่าง ศรายุทธ ชัยคำดี อย่างแน่นอน

ศรายุทธ ชัยคำดี

เขาเป็นนักเตะในตำแหน่งกองหน้า ที่มีสถิติการยิงประตูถึง 100 ประตู ในการเล่นระดับสโมสร ถือเป็นนักเตะคนที่ 2 ที่สามารถทำสถิติดังกล่าวนี้ได้ ต่อจาก ‘โค้ชกบ’ พิภพ อ่อนใม้

“โจ้ 5 หลา”เกิดเมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2524 เขาเกิดที่จังหวัดขอนแก่น มีชื่อเล่นว่า โจ้, เริ่มเข้ารับการศึกษาในชั้นประถม ที่โรงเรียนบ้านนาโพธิ์ และได้ศึกษาต่อในชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ที่โรงเรียน โนนสะอาดวิทยาคาร ต่อด้วยการเข้ารับการศึกษาในสายวิชาชีพ ที่ วิทยาลัยเทคโนโลยีพลพณิชยการ

สำหรับเส้นทางในสายฟุตบอลนั้น ทุกอย่างเกิดขึ้นจากตัวของ “โจ้” เอง, เขาตัดสินใจเดินทางเข้ามาที่กรุงเทพฯ เพื่อรับการทดสอบฝีเท้าในระดับเยาวชนในศึก ควีนส์คัพ กับสโมสรทหารอากาศ

แต่หลังจากจบทัวร์นาเมนต์นั้นแล้ว เขาได้ไปสมัครคัดเลือกนักเตะ กับสโมสรการท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งเขาก็ได้รับการคัดเลือกด้วย กลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ของเส้นทางสายลูกหนังของเขา

ศรายุทธ ชัยคำดี เล่นเป็นตำแหน่งศูนย์หน้า และมีสถิติทำประตูที่เรียกได้ว่า ยอดเยี่ยมมาก ๆ, ในรายการฟุตบอลไทยลีกฤดูกาลที่ 2545-46 เขาทำได้ถึง 12 ประตู ช่วยพาทีม “สิงห์เจ้าท่า” คว้าอันดับ 3 มาครอบครองได้ ในฤดูกาลดังกล่าว

โจ้ 5 หลา

ด้วยฟอร์มการเล่นที่กล่าวไป, “โจ้ 5 หลา” กลายเป็นดาวยิงอนาคตไกลสุด ๆ และนั่นทำให้เขาถูกเรียกตัวติดทีมชาติไทย ในชุดอายุไม่เกิน 23 ปี เพื่อไปสู้ศึกในรายการ ซีเกมส์ ในปี พ.ศ. 2546 ที่ประเทศเวียดนาม

“โจ้ 5 หลา” สามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่นมาก ๆ กับการติดทีมชาติไทยหนแรก เพราะเขาเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ “ช้างศึก” สามารถคว้าเหรียญทองมาครองได้ และเขายังทำผลงานส่วนตัวได้อีก ด้วยการคว้าดาวซัลโวสูงสุดมาครองได้ จากผลงานการทำไป 9 ประตู

นับจากนั้นมา, สไตล์การทำประตูด้วยระยะในกรอบ 5 หลาเป็นหลัก ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของ ศรายุทธ และทำให้เขาได้รับโอกาสครั้งสำคัญในชีวิต เมื่อสโมสรฟุตบอลบินห์ ดินห์ ใน วี-ลีก ของเวียดนาม ได้ทำการทาบทามและคว้าตัวเขาไปร่วมทีม

ผลงานที่ ศรายุทธ ชัยคำดี ทำไว้กับสโมสร บินห์ ดินห์, เขาได้โอกาสลงสนามทั้งหมด 29 นัด และยิงประตูได้มากถึง 20 ประตู ก่อนที่เขาจะย้ายกลับมาอยู่กับ “สิงห์เจ้าท่า” อีกครั้ง, ที่สำคัญ การกลับมาของเขา ได้ช่วยพาทีมหนีตกชั้นได้สำเร็จอีกด้วย

หลังจากนั้น “โจ้ 5 หลา” ย้ายไปอยู่กับสโมสร โอสถสภา เป็นเวลา 2 ฤดูกาล แล้วจึงกลับมาอยู่กับ “สิงห์เจ้าท่า” อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งนี้ เขาช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ โตโยต้า ลีก คัพ 2010 และยังถูกรับเลือกให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยม ประจำทัวร์นาเมนต์ดังกล่าวอีกด้วย

โจ้ห้าหลา

ดาวยิงชาวขอนแก่นผู้นี้ ชอบแสวงหาความท้าทายใหม่ ๆ อยู่เสมอ เขาได้ย้ายไปเล่นให้กับหลายสโมสร อาทิเช่น บางกอกกล๊าส เอฟซี, อาร์มี ยูไนเต็ด, บางกอก เอฟซี, บีอีซี เทโรศาสน, สมุทรสงคราม เอฟซี, ศรีสะเกษ เอฟซี, แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี

และสโมสรสุดท้ายที่ “โจ้ 5 หลา” ได้วาดลวดลายของการเป็นนักเตะในตำแหน่งศูนย์หน้า ก่อนที่เขาจะตัดสินใจแขวนสตั๊ดก็คือ ชัยนาท ฮอร์นบิล โดย ศรายุทธ ได้ตัดสินใจยุติเส้นทางการค้าแข้งของเขาในวัย 36 ปี ในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2560

ผลงานในทีมชาติไทยชุดใหญ่ของ “โจ้ 5 หลา” นั้น เรียกได้ว่า ยอดเยี่ยมมาก เขาติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ทั้งหมด 49 นัด ยิงประตูไปได้ 31 ประตู

แม้ว่าเส้นทางแห่งการเป็นนักเตะของ ศรายุทธ ชัยคำดี จะจบลงไปแล้วในตอนนั้น, แต่เขาก็ยังวนเวียนอยู่ในวงการฟุตบอลอยู่ดี ในบทบาทการเป็นผู้จัดการทีมของ ขอนแก่น ยูไนเต็ด ใน พ.ศ. 2558 และ บ้านค่าย ยูไนเต็ด ในปีถัดไป

จากนั้น เขาได้เปลี่ยนบทบาทมาเป็น ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค ให้กับสโมสรศรีสะเกษ เอฟซี และ พิษณุโลก ก่อนที่จะกลับมาทำหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมอีกครั้ง ให้กับทีม สมุทรสาคร ซิตี้ ใน พ.ศ. 2565 จวบจนถึงปัจจุบันนี้